ผักพื้นบ้านยับยั้งสารก่อมะเร็ง น้ำพริกนั้นถือเป็นอาหารประจำชาติไทยเลยก็ว่าได้ เรามีน้ำพริกหลายชนิดแตกต่างกันไปตามภูมิภาคให้เลือกกินกันได้ไม่เบื่อ ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกมะขาม น้ำพริกนรก ฯลฯ แต่ที่สำคัญคือต้องมีผักแนม เป็นผักสดๆ หรือผักต้มผักนึ่งเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น สำหรับผักแนมต่างๆนั้นก็เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมคุณค่าของอาหารให้มากขึ้น โดยนักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ความรู้ในเรื่อง "น้ำพริกและผักแนม...คุณค่าอาหารพื้นบ้าน" ว่าผักพื้นบ้านชนิดใดบ้างที่ช่วยยับยั้งสารก่อกลายพันธุ์ หรือสารก่อมะเร็งได้ ผักพื้นบ้านเหล่านี้เป็นที่รู้จักคุ้นเคยของคนท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคเป็นอย่างดี เพราะใช้ประกอบอาหารอยู่บ่อยๆ แต่สำหรับคนกรุงแล้วก็ถือว่าหาได้ค่อนข้างยาก แต่หากอยากกินผักที่ให้ประโยชน์อย่างนี้ ก็คุ้มค่าที่จะลองหามากินกัน อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/diamond/2009/08/07/entry-1 |
การแพทย์แผนไทยประยุกต์
ปฏิทิน
วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554
ผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง
ภัยมืดจากมะเร็ง
ความสัมพันธ์ระหว่างสารก่อกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็ง ตลอดจนถึงสารส่งเสริมการ เกิด มะเร็ง สารก่อมะเร็ง คือ สารเคมีที่ทำให้เซลล์ปกติเปลี่ยน เป็นเซลล์มะเร็ง โดย มี การ เปลี่ยนแปลงของโมเลกุลดีเอ็นเอ ของโครโมโซม มีการแบ่งตัวของเซลล์มากขึ้น ไม่มีการหยุดยั้ง ขาดการควบคุมในการแบ่งตัว จนเซลล์ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น เพิ่มจำนวนตัวเองอย่างมากมาย ในสภาวะที่เหมาะสม กลุ่มเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะทางกายภาพและทางชีวเคมีผิดปกตินั้นอาจกลายเป็นกลุ่มเซลล์มะเร็งชนิดร้ายแรง ขบวนการเกิดมะเร็ง เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แบบทีละขั้นทีละตอน ตัวอย่างสารก่อมะเร็ง มีมากมาย พบในอาหาร ยารักษาโรค สารปราบศัตรูพืชและสัตว์ เครื่องสำอาง เครื่องใช้ในบ้าน สำนักงาน และสิ่งแวดล้อม
ในอาหาร
- สารอะฟลาทอกซิน จากเชื้อรา สีเขียวหรือเหลือง เป็นสารพิษ สารก่อกลายพันธุ์ และสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมาก ทนต่อความร้อนได้สูงถึง 260 องศาเซลเซียส พบมากในผลิตผลทางเกษตร เช่น ถั่วลิสง(โดยเฉพาะถั่วลิสงป่น) ข้าวโพด พริกแห้ง ข้าว มันสำปะหลัง น้ำมันดิบจากถั่วลิสง
- สารอะโครเลอีนในผลหมาก
- สารโพลีซัยคลิกไฮโดรคาร์บอน (PAH, Polycyclic aromatic hydrocarbon) เป็นสารที่พบในควัน เขม่าไฟและควันบุหรี่ ซึ่งเกิดจากการเผาไม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสารอินทรีย์ เช่นไขมันในเนื้อสัตว์ ถ่านไม้ ฉะนั้นจึงพบสาร PAH นี้ในส่วนผิวหนัง และส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง รมควันและทอดกรอบ
- สารไพโรลัยเสท เป็นสารอินทรีย์พวกแอมมีนที่อยู่ในเนื้อที่ไหมเกรียม การเผาไหม้ เกิดจากกรดอะมิโนที่เปลี่ยนโครงสร้างไปจากเดิม
- สีผสมอาหาร เป็นสารประเภท Azodye, Xanthine และ Aromatic amine ซึ่งบางตัวมีฤทธิ์กลายพันธุ์และก่อมะเร็งได้ กระทรวงสาธารณสุขได้ห้ามใช้ผสมอาหาร เช่น Amaranth, Cyclamate , Sarlet, Malachite green และ Buttter yellow เป็นต้น - ฟอร์มัลดีไฮด์ ในปลา อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ เกิดจากการชุบการฉาบโดยพ่อค้าแม่ค้า
- สารไนโตรซามีน มักพับในปลาหมึก ปลา (โดยเฉพาะปลาทะเล) ปิ้ง-ย่าง เกิดจากการรวมตัวของสารเอมีนที่อยู่ในปลา กับ N2O3(เกิดจากการรวมตัวของ N2 กับ O2 ที่อุณหภูมิสูง) หรือกับเกลือไนไตร์ท ในภาวะที่เป็นกรดขึ้นในกระเพาะอาหารของมนุษย์ ฉะนั้นการรับประทานอาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนไตร์ท หรือเกลือไนเตรท(หรือดินประสิวสามารถถูกเปลี่ยนเป็นเกลือไนไตร์ทได้โดยอาศัยแบคทีเรียในปาก) เช่น แหนม ไส้กรอก กุนเชียง เบคอน ปลาร้า อาหารกระป๋องบางชนิดบ่อยๆ ก็อาจเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษไนโตรซามีน
- ยาที่ใช้ในเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง เอดส์(AZT)
- ฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งเสริมการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุมดลูก
- รังสีเอ็กซ์ แกมมา อิเลคตรอน ทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว
- ยาแก้ปวดลดไข้ ที่สำคัญคือ Phenacetin ซึ่งผสมอยู่ในยาเม็ด APC ทำให้เกิดมะเร็งของกรวยไตในคนที่ใช้ยานี้เป็นประจำและนานๆ
- อะนีลิน อินทรีย์ซึ่งเป็นสารสีดำ ใช้ในยาย้อมผม
- สี D&C Orange#17 และ D&C RED#36 ในลิปสติก พบว่ามีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อแบคทีเรีย - สารก่อมะเร็งในแป้ง ที่พบบ่อยได้แก่ ใยหิน หรือ Asbestos ปะปนใน Talcum powder ที่ใช้ผลิตแป้งแข็ง ทาหน้า แป้งฝุ่น และสเปรย์ระงับกลิ่นตัว ซึ่งใยหินถ้าคนหายใจเข้าไป ทำให้เป็นมะเร็งปอด ระบบทางเดินอาหาร เยื่อหุ้มปอด และเยื่อบุช่องท้องด้วย ในผู้ที่ได้รับใยหินและสูบบุหรี่ โอกาสที่จะเป็นมะเร็งปอดก็มากขึ้นด้วย
- สี Amaranth ในในแป้งทาหน้า
- เหล็กออกไซด์ ในผงสีดำ ที่ใช้ทำหมึกพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร
- สารประกอบที่มี โครเมียม, นิเกิล, ตะกั่ว
- สาร เบนโซ (เอ) พัยรีน ในเขม่า ควัน จากการเผาขยะ จากท่อไอเสีย
- ไวนิลคลอไรด์ โมโนเมอร์ในโรงงานทำพลาสติกพีวีซี
- ดีดีที, คลอโรฟิลนอกซิล เฮอบิไซด์, คลอโรฟอร์ม รังสีอัลตราไวโอเลท
- สารก่อมะเร็งที่สมบูรณ์ หมายถึงสารก่อมะเร็งที่สามารถทำให้เกิดมะเร็งด้วยตัวมันเองได้ เช่น อะฟลาทอกซิน เป็นต้น
- สารก่อมะเร็งที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งต้องการ "สารส่งเสริมการเกิดมะเร็ง หรือทูเมอร์โปรโมเตอร์" เพื่อการเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพ ทำให้กลุ่มเซลล์ที่เปลี่ยนสภาพไปกลายไปเป็นกลุ่มเซลล์มะเร็งได้เร็วขึ้น
สารก่อกลายพันธุ์อาจจะเป็นหรือไม่อาจจะไม่เป็นสารก่อมะเร็งก็ได้ สารก่อมะเร็งหลายชนิดมีคุณ สมบัติเป็นสารก่อกลายพันธุ์ด้วย แต่สารก่อมะเร็งบางชนิดก็ไม่เป็นสารก่อกลายพันธุ์ การเกิดมะเร็งมักเกิดในเซลล์เนื้อเยื่อที่เป็นเซลล์ที่เปลี่ยนแปลงมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการซ่อมแซมดีเอ็นเอ และการกลายพันธุ์เกิดขึ้นที่ยีนชุดไหน ในเซลล์มะเร็งมีชุดของยีนที่กลายพันธุ์ไป เช่น ยีนมะเร็ง (Oncogene) และยีนยับยั้งมะเร็ง (Tumor suppressor gene)
อ้างอิง http://drug.pharmacy.psu.ac.th/phrabath/cancer2.html
ขิงสารพัดประโยชน์
| |||
อ้างอิง http://www.chuankin.com/properties_text.php?property_id=22&property_type=2 |
มะขามป้อมสารพัดประโยชน์
มะขามป้อม เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณมากมายมีผลิตภัณฑ์หลายชนิด นำสรรพคุณของมะขามป้อมไปใช้ทั้งเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับรับประทาน และผลิตภัณฑ์สำหรับเสริมความงามประเภทเครื่องสำอางสำหรับสาวๆ ที่รักความสวยงาม

ในอินเดียเชื่อว่าการรับประทานมะขาม ป้อมเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิว และบำรุงผม ส่วนคนไทยนอกจากจะใช้มะขามป้อมเป็นยาแก้หวัด แก้ไอ ละลายเสมหะแล้ว ยังใช้บำรุงผิวช่วยให้ผิวหน้าขาวแก้ฝ้า โดยการนำมะขามป้อมมาฝนกับฝาละมีแล้วเอาน้ำที่ได้มาทาฝ้า ใช้บำรุงผมโดยทอดมะขามป้อมกับน้ำมันมะพร้าว แล้วเอาน้ำมันมาหมักผมช่วยให้ผมนุ่มลื่น จัดทรงง่าย ป้องกันผมหงอก
จากการวิจัยในปัจจุบันพบว่า มะขามป้อมมีฤทธิ์ต้านไข้หวัดทั้งในหลอดทดลองและมนุษย์ ในผลของมะขามป้องมีสารโปรไซยานินที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวิตามินซี แต่ทนความร้อนไม่ถูกออกซิไดซ์ง่าย จึงมีความคงตัวสูงซึ่งเป็นข้อดีกว่าวิตามินซีทั่วไป มะขามป้อมมีฤทธิ์ในการป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น
ในสหรัฐอเมริกามีการจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้มะขามป้อม เป็นส่วนประกอบใช้สำหรับป้องกันและรักษาภาวะของโรคเอดส์ ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค ตับแข็งและภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ซึ่งในผลิตภัณฑ์นี้ประกอบไปด้วย Phyllanthus nururi, บอระเพ็ด มะขามป้อม สมอพิเภกและสมอไทย นอกจากนั้น มะขามป้อมยังมีฤทธิ์ในการลดคอเลสเตอรอล และความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
สรรพคุณมะขามป้อมตามตำรับยาไทยสามารถแก้หวัด ผลมะขามป้อมมีสรรพคุณแก้หวัด แก้ไอได้ดี เป็นที่รู้กันในทุกประเทศที่มีมะขามป้อม จนปัจจุบันมีสิทธิบัตรที่จดในประเทศสหรัฐอเมริกาของตำรับยาที่มีส่วนผสมของ มะขามป้อมอยู่ ระบุสรรพคุณในการแก้หวัด แก้ไข้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากวิตามินซีหรือสารในกลุ่มแทนนิน อาการเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ปากคอแห้ง ให้ใช้ผลสด 15-30 ผล คั้นเอาน้ำมาจากผล หรือต้มทั้งผลแล้วดื่ม แทนน้ำเป็นครั้งคราว
ตามตำราไทยเชื่อว่าของที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิดช่วยละลายเสมหะและหมอยา พื้นบ้านเชื่อว่ารสเปรี้ยวที่ละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดีที่สุดคือมะขามป้อม ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าในมะขามป้อมมีสารที่ละลายน้ำได้มีฤทธิ์ละลายเสมหะ และที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีการพัฒนายาแก้ไอมะขามป้อมขึ้นทะเบียนยาเป็นยาแผนโบราณเป็นที่นิยมของทั้ง ผู้ใช้ยาและแพทย์ โดยตำรับยาทำได้ง่ายๆ เพียงแต่นำมะขามป้อมแห้งมาต้มแล้วแต่งรส มะขามป้อมที่จะนำมากินแก้ไอ เจ็บคอ ควรเลือกลูกที่แก่จัดผิวออกเหลือง
เมื่อมีอาการเป็นหวัด ไอ ให้นำมะขามป้อมสดมาเคี้ยวอมกับเกลือทุกครั้งที่มีการไอถ้าไม่ไอแต่ยังมีไข้ อยู่ก็ควรอมมะขามป้อมเพื่อให้ชุ่มคอและขับเสมหะ เป็นการป้องกันการไอได้ด้วยการละลายเสมหะ แก้การกระหายน้ำ ใช้ผลแก่จัดมีรสขม อมเปรี้ยว อมฝาด เมื่อกินแล้วจะรู้สึกชุ่มคอ ใช้สำหรับช่วยละลายเสมหะ กระตุ้นให้เกิดน้ำลาย จึงช่วยแก้การกระหายน้ำได้ดี หรือใช้ผลแห้งประมาณ 6-10 กรัม ถ้าใช้ผลสดประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม หรือคั้นเอาน้ำสำหรับดื่ม ขับเสมหะ หรือช่วยระบายของเสียให้ใช้ผลสด 5-15 ผล ต้มหรือคั้นน้ำมาดื่ม

มะขามป้อมมีรสเปรี้ยว ฝาด ขม เช่นเดียวกับสมอไทย จึงสามารถแก้โรคต่างๆ ได้มากเช่นเดียวกันสมอไทย ตำรายาอินเดียยกย่องมะขามป้อมไว้มากว่า เป็นผลไม้บำรุงร่างกายที่ดีมาก ตำราบางเล่มถึงกับกล่าวว่า ถ้าคนอินเดียไม่มองข้ามมะขามป้อม คือเอามะขามป้อมมากินเป็นประจำวันละ 1 ลูก ทุกวัน เขาเชื่อว่าคนอินเดียจะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงกว่านี้มากนัก ทั้งนี้เพราะมะขามป้อมบำรุงอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย คือ บำรุงผม สมอง ดวงตา คอ หลอดลม ปอด หัวใจ กระเพาะ ฯลฯ แก้น้ำเหลืองเสีย ปรับประจำเดือนให้มาปกติ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ช่วยลดความดันเลือดสูง
ปัจจุบันมีการศึกษาพบประโยชน์มากมายของมะขามป้อมในการลดความดัน ลดน้ำตาลและลดไขมันในเลือด การกินมะขามป้อมช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ทางอายุรเวท พบว่าการดื่มน้ำมะขามป้อมคั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี) กับน้ำมะระขี้นกคั้นสด 1 ถ้วย ทุกวันเป็นเวลาสองเดือนสามารถกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินและลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ การกินยาตำรับนี้ต้องมีการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด และยาตำรับนี้ยังลดอาการแทรกซ้อนทางตาจากโรคเบาหวาน
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ทดลองให้คนกินยาเม็ดวิตามินซีกับกินมะขามป้อมเปรียบเทียบกันพบว่า วิตามินซีจากมะขามป้อมถูกดูดซึมเร็วกว่าวิตามินซีเม็ด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในมะขามป้อมมีสารอื่นๆ ที่ช่วยพาวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว มะขามป้อมที่ผ่านการต้ม หรือตากแห้งทำให้วิตามินซีลดลง แต่ก็ยังเพียงพอที่จะใช้รักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ถ้าเก็บไว้ไม่เกิน 1 ปี
ส่วนคนที่ท้องผูกเป็นประจำไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ถ้าได้กินมะขามป้อมแล้วอาการท้องผูกจะหายไป เนื่องจากมะขามป้อมมีรสฝาด จะทำให้กินยากไปสักหน่อย ควรปรุงรสให้อร่อยด้วยการนำมะขามป้อมมาผ่าแคะเม็ดออก (กินแต่เนื้อ) ประมาณ 10 ลูก ใส่พริก เกลือ น้ำตาลตำพอแหลก กินต่างผลไม้ แต่ควรกินก่อนนอนหรือตอนตื่นใหม่ๆ ในขณะที่ท้องว่า วิธีลดความฝาดของมะขามป้อม ก็คือแช่น้ำเกลือ มีขั้นตอนดังนี้ ล้างมะขามป้อมให้สะอาด ลวกด้วยน้ำร้อน และนำไปแช่ในน้ำเกลือที่เค็มจัดแช่ไว้สัก 2 วัน รสฝาดก็จะลดลง ยิ่งแช่นานรสฝาดก็ยิ่งหมดไป
อ้างอิง http://www.vcharkarn.com/varticle/41194
ในอินเดียเชื่อว่าการรับประทานมะขาม ป้อมเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิว และบำรุงผม ส่วนคนไทยนอกจากจะใช้มะขามป้อมเป็นยาแก้หวัด แก้ไอ ละลายเสมหะแล้ว ยังใช้บำรุงผิวช่วยให้ผิวหน้าขาวแก้ฝ้า โดยการนำมะขามป้อมมาฝนกับฝาละมีแล้วเอาน้ำที่ได้มาทาฝ้า ใช้บำรุงผมโดยทอดมะขามป้อมกับน้ำมันมะพร้าว แล้วเอาน้ำมันมาหมักผมช่วยให้ผมนุ่มลื่น จัดทรงง่าย ป้องกันผมหงอก
จากการวิจัยในปัจจุบันพบว่า มะขามป้อมมีฤทธิ์ต้านไข้หวัดทั้งในหลอดทดลองและมนุษย์ ในผลของมะขามป้องมีสารโปรไซยานินที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวิตามินซี แต่ทนความร้อนไม่ถูกออกซิไดซ์ง่าย จึงมีความคงตัวสูงซึ่งเป็นข้อดีกว่าวิตามินซีทั่วไป มะขามป้อมมีฤทธิ์ในการป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น
ในสหรัฐอเมริกามีการจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้มะขามป้อม เป็นส่วนประกอบใช้สำหรับป้องกันและรักษาภาวะของโรคเอดส์ ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค ตับแข็งและภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ซึ่งในผลิตภัณฑ์นี้ประกอบไปด้วย Phyllanthus nururi, บอระเพ็ด มะขามป้อม สมอพิเภกและสมอไทย นอกจากนั้น มะขามป้อมยังมีฤทธิ์ในการลดคอเลสเตอรอล และความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
สรรพคุณมะขามป้อมตามตำรับยาไทยสามารถแก้หวัด ผลมะขามป้อมมีสรรพคุณแก้หวัด แก้ไอได้ดี เป็นที่รู้กันในทุกประเทศที่มีมะขามป้อม จนปัจจุบันมีสิทธิบัตรที่จดในประเทศสหรัฐอเมริกาของตำรับยาที่มีส่วนผสมของ มะขามป้อมอยู่ ระบุสรรพคุณในการแก้หวัด แก้ไข้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากวิตามินซีหรือสารในกลุ่มแทนนิน อาการเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ปากคอแห้ง ให้ใช้ผลสด 15-30 ผล คั้นเอาน้ำมาจากผล หรือต้มทั้งผลแล้วดื่ม แทนน้ำเป็นครั้งคราว
ตามตำราไทยเชื่อว่าของที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิดช่วยละลายเสมหะและหมอยา พื้นบ้านเชื่อว่ารสเปรี้ยวที่ละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดีที่สุดคือมะขามป้อม ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าในมะขามป้อมมีสารที่ละลายน้ำได้มีฤทธิ์ละลายเสมหะ และที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีการพัฒนายาแก้ไอมะขามป้อมขึ้นทะเบียนยาเป็นยาแผนโบราณเป็นที่นิยมของทั้ง ผู้ใช้ยาและแพทย์ โดยตำรับยาทำได้ง่ายๆ เพียงแต่นำมะขามป้อมแห้งมาต้มแล้วแต่งรส มะขามป้อมที่จะนำมากินแก้ไอ เจ็บคอ ควรเลือกลูกที่แก่จัดผิวออกเหลือง
เมื่อมีอาการเป็นหวัด ไอ ให้นำมะขามป้อมสดมาเคี้ยวอมกับเกลือทุกครั้งที่มีการไอถ้าไม่ไอแต่ยังมีไข้ อยู่ก็ควรอมมะขามป้อมเพื่อให้ชุ่มคอและขับเสมหะ เป็นการป้องกันการไอได้ด้วยการละลายเสมหะ แก้การกระหายน้ำ ใช้ผลแก่จัดมีรสขม อมเปรี้ยว อมฝาด เมื่อกินแล้วจะรู้สึกชุ่มคอ ใช้สำหรับช่วยละลายเสมหะ กระตุ้นให้เกิดน้ำลาย จึงช่วยแก้การกระหายน้ำได้ดี หรือใช้ผลแห้งประมาณ 6-10 กรัม ถ้าใช้ผลสดประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม หรือคั้นเอาน้ำสำหรับดื่ม ขับเสมหะ หรือช่วยระบายของเสียให้ใช้ผลสด 5-15 ผล ต้มหรือคั้นน้ำมาดื่ม
มะขามป้อมมีรสเปรี้ยว ฝาด ขม เช่นเดียวกับสมอไทย จึงสามารถแก้โรคต่างๆ ได้มากเช่นเดียวกันสมอไทย ตำรายาอินเดียยกย่องมะขามป้อมไว้มากว่า เป็นผลไม้บำรุงร่างกายที่ดีมาก ตำราบางเล่มถึงกับกล่าวว่า ถ้าคนอินเดียไม่มองข้ามมะขามป้อม คือเอามะขามป้อมมากินเป็นประจำวันละ 1 ลูก ทุกวัน เขาเชื่อว่าคนอินเดียจะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงกว่านี้มากนัก ทั้งนี้เพราะมะขามป้อมบำรุงอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย คือ บำรุงผม สมอง ดวงตา คอ หลอดลม ปอด หัวใจ กระเพาะ ฯลฯ แก้น้ำเหลืองเสีย ปรับประจำเดือนให้มาปกติ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ช่วยลดความดันเลือดสูง
ปัจจุบันมีการศึกษาพบประโยชน์มากมายของมะขามป้อมในการลดความดัน ลดน้ำตาลและลดไขมันในเลือด การกินมะขามป้อมช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ทางอายุรเวท พบว่าการดื่มน้ำมะขามป้อมคั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี) กับน้ำมะระขี้นกคั้นสด 1 ถ้วย ทุกวันเป็นเวลาสองเดือนสามารถกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินและลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ การกินยาตำรับนี้ต้องมีการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด และยาตำรับนี้ยังลดอาการแทรกซ้อนทางตาจากโรคเบาหวาน
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ทดลองให้คนกินยาเม็ดวิตามินซีกับกินมะขามป้อมเปรียบเทียบกันพบว่า วิตามินซีจากมะขามป้อมถูกดูดซึมเร็วกว่าวิตามินซีเม็ด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในมะขามป้อมมีสารอื่นๆ ที่ช่วยพาวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว มะขามป้อมที่ผ่านการต้ม หรือตากแห้งทำให้วิตามินซีลดลง แต่ก็ยังเพียงพอที่จะใช้รักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ถ้าเก็บไว้ไม่เกิน 1 ปี
ส่วนคนที่ท้องผูกเป็นประจำไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ถ้าได้กินมะขามป้อมแล้วอาการท้องผูกจะหายไป เนื่องจากมะขามป้อมมีรสฝาด จะทำให้กินยากไปสักหน่อย ควรปรุงรสให้อร่อยด้วยการนำมะขามป้อมมาผ่าแคะเม็ดออก (กินแต่เนื้อ) ประมาณ 10 ลูก ใส่พริก เกลือ น้ำตาลตำพอแหลก กินต่างผลไม้ แต่ควรกินก่อนนอนหรือตอนตื่นใหม่ๆ ในขณะที่ท้องว่า วิธีลดความฝาดของมะขามป้อม ก็คือแช่น้ำเกลือ มีขั้นตอนดังนี้ ล้างมะขามป้อมให้สะอาด ลวกด้วยน้ำร้อน และนำไปแช่ในน้ำเกลือที่เค็มจัดแช่ไว้สัก 2 วัน รสฝาดก็จะลดลง ยิ่งแช่นานรสฝาดก็ยิ่งหมดไป
อ้างอิง http://www.vcharkarn.com/varticle/41194
เรื่องของกล้วยที่ไม่ใช่กล้วยๆ
กล้วยน้ำว้า..สาระพัดประโยชน์ |
แปลกใจบ้างไหมว่า ทำไมผู้ใหญ่ถึงชอบให้เด็ก ทานกล้วยน้ำว้าบด ก็เพราะว่าใน กล้วยน้ำว้า มีโปรตีน และมี กรดอะมิโน อาร์จินิน และ ฮีสติดิน ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก แถมยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย นั้นเป็นคุณค่าทางโภชนาการ คราวนี้เรามาดูกันว่า สรรพคุณทางยาของกล้วยน้ำว้า มีอะไรกันบ้าง |
|
รู้สรรพคุณของกล้วยน้ำว้าอย่างนี้แล้ว รีบไปซื้อติดบ้าน ไว้รับประทานบ้าง ก็คงจะดีไม่น้อย ... |
| ขอขอบคุญข้อมูลจาก นิตยาสาร Truth Today |
การนวดแผนไทย
|
วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ประโยชน์ของขมิ้น
ขมิ้นชันมีวิตามิน เอ, ซี, อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็งตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี
อ้างอิงจาก : http://www.watcharina.com
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)